ตามสัญญาค่ะ เก็บข้อมูลลิเกในวิชาคติชนวิทยา ได้อะไรมาบ้าง จะเล่าให้ฟัง ได้ A มาด้วยแหละวิชานี้ อิอิ

ใครอยากอ่านรายงานฉบับเต็ม เมล์มาขอได้นะคะ

ทำเรื่องการฝึกหัดและการฝึกซ้อมลิเก เป็นกิเลสและตัณหาของดิฉันมานานแล้ว อยากรู้จริงจังว่าลิเกเขาหัดกันยังไง พอมาทำเข้าจริงๆค้นพบว่า "ศาสตร์ของลิเกมีเยอะมาก เยอะจนเก็บไม่หมด" จริงๆค่ะ และถ้าอยากจะค้นคว้าให้ลึกกว่านี้ เห็นทีต้องถึงขั้นทำวิทยานิพนธ์ทีเดียว มันไม่สามารถอธิบายภายในรายงานวิชาการของนิสิตคนหนึ่งได้หมดจริงๆ (และอยากจะบอกว่าความสามารถในการถามตอบ การตั้งคำถามของเราไม่ค่อยมีซะด้วย คือมีอะไรอยากรู้เยอะนะ แต่เรียบเรียงไม่ถูกจริงๆวุ้ยฮุ้ย)

เอาล่ะ ได้เวลาเล่าให้ฟังอย่างย่อๆ

สัมภาษณ์ลงสนามจริง ไปนั่งหน้าโรงและหลังโรงลิเกจริง สัมภาษณ์ครูลิเก 1 ท่านและนักแสดงลิเก 2 ท่าน โดยท่านหนึ่งเป็นคนให้เรื่องด้วย

การฝึกหัดลิเก

พอสรุปได้ดังนี้ว่า การฝึกหัดลิเกมี 2 ประเภท ได้แก่หัดโดยตรงกับครู กับวิธีครูพักลักจำ คือดูการแสดงแล้วจำมาเลียนแบบ (เหมือนวิธีหลังจะนิยมกันมากในสมัยนี้เพราะไม่มีเวลาฝึกแล้วแหละ)

การฝึกหัดลิเกโดยตรงกับครู

ในขั้นตอนแรกสุดของการฝึกหัดลิเกคือพิธีการที่ระลึกถึงครู ได้แก่การไหว้ครูก่อนการฝึกหัดครั้งแรก หรือที่เรียกว่าจับข้อมือเพื่อแสดงว่าจะหัดลิเก "การหัดรำจะเริ่มรำถือเอาวันพฤหัสบดีหรือวันครูเป็นวันเริ่มหัด ฝ่ายผู้หัดจะนำดอกไม้ ธูปเทียน ขันโลหะ ผ้าขาวและเงิน 6 บาทมาไหว้ครูขอวิชา ครูซึ่งมักเป็นลิเกอาวุโสหรือครูละครรำ จะจับมือลูกศิษย์ของตนขึ้นตั้งวงและจับมือพอเป็นพิธี แสดงว่ายอมรับเป็นครูเป็นศิษย์กัน"     (สุรพล วิรุฬห์รักษ์ 2538)


สัมภาษณ์นักแสดงลิเกทั้งสองท่าน ได้ข้อมูลตรงกันเรื่องการจับข้อมือว่า "ในขั้นตอนแรกสุดผู้ใหญ่ที่ยกให้เป็นครูจับมือรำเพลงและไหว้พ่อแก่ (คือหัวโขนฤาษีที่ชาวลิเกนับถือ) ทำนองว่าขอถวายตัวเป็นลิเกแล้ว"

เพลงไหว้ครูนี้หมายถึงเพลงที่ใช้ในการเชิญครู มีหลายเพลง เช่น เพลงสาธุการ ส่วนคาถาเชิญครูนั้นแล้วแต่ครูบาอาจารย์ ไม่เหมือนกัน เช่นจะเชิญพระรัตนตรัยเป็นอันดับแรกก่อน บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ชุมนุมเทวดา เชิญพระครูประโคนธรรพ์ (ครูตะโพน) เชิญพ่อแก่ โดยจะบรรเลงเพลงไหว้ครูและสวดคาถาไหว้ครูก่อนเริ่มแสดงลิเก

 การเตรียมตัวก่อนการฝึกหัดครูได้ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนเตรียมตัวฝึกหัดจะมีการเตรียมร่างกายให้พร้อม โดยผู้ฝึกหัดจะต้องหัดถีบเหลี่ยม คือการคัดส่วนขาให้ได้เหลี่ยมตั้งฉากมั่นคง เป็นการหัดวิธีเดียวกับโขนแต่ของลิเกจะเบากว่า ครูสาธิตการถีบเหลี่ยมให้ผู้เขียนดู (กรี๊ดดดดด ชั้นวาดถีบเหลี่ยมลิเกผิด)โดยการนำดาบลิเกไปผูกติดกับเสาให้ปลายดาบชี้ออก แล้วให้ผู้ฝึกหัดยืนตรงเสา ย่อตัวลง แบะขาออก ครูจะนำผ้ามาผูกเอวผู้ฝึกหัดแล้วนั่งลงเอาเท้ายันขาทั้งสองข้างของผู้ฝึกหัดที่แบะออกไว้ ให้ขาได้เหลี่ยมตั้งฉากสวยงาม ตัวผู้ฝึกหัดเองจะต้องแอ่นหลังออก ไม่ยืนตรง ถ้าหากยืนตรงแล้วดาบที่ผูกไว้จะทิ่มหลัง นับเป็นการฝึกฝนร่างกายวิธีหนึ่งให้เคยชินต่อการวางและเคลื่อนไหวช่วงขาในการรำ


นอกจากนี้ยังมีการหัดดัดมือดัดแขน เอามือแช่น้ำอุ่นเพื่อให้มืออ่อน แล้วหัดกล่อมตัว คือการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนบนช่วงเอวขึ้นไป ส่ายไหล่ไปมาตามจังหวะ หัดยักไหล่และยักคอเพื่อใช้รำท่าต่างๆ เช่น การยักคอจะใช้รำในเพลงพม่า โดยลิเกในปัจจุบันจะไม่ได้ฝึกการเตรียมตัวก่อนการฝึกหัดเท่าไรนัก


 การฝึกรำ
การฝึกรำลิเกจะเริ่มจากการรำเพลงช้าเพลงเร็ว คือเพลงแม่ท่าในการหัดนาฏศิลป์ไทย โดยเพลงช้าจะมีจังหวะตะโพนแตกต่างจากเพลงเร็ว นอกจากนี้ยังมีการรำแม่บทเล็ก รวมทั้งรำใช้บท คือการรำประกอบการร้องและเจรจา จากนั้นหัดรำเพลงหน้าพาทย์ อันเป็นเพลงชั้นสูงของละคร แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือหน้าพาทย์ธรรมดา ได้แก่ โอด เชิด เสมอ รัว อันเป็นเพลงที่ลิเกใช้บ่อย กับเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง ได้แก่ สาธุการ ตระนิมิต คุกพาทย์ ฯลฯ 

ครูบอกว่า สมัยนี้ไม่ค่อยมีเพลงช้าเพลงเร็วหรือรำแม่บทแล้ว สำหรับเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงนั้นถือว่าเป็นเพลงครู ลิเกจะไม่รำเล่นกัน ถ้าจะรำก็ต้องจุดธูปบอกครูก่อน จะรำผิดพลาดไม่ได้ ถ้ารำผิดก็จะไม่ดีต่อตัวผู้รำ

การฝึกร้อง
ในหนังสือเรื่อง "ลิเก" ของ สุรพล วิรุฬห์รักษ์ กล่าวถึงการฝึกร้องว่า "สำหรับการร้องเพลงนั้น ร้องเพลง 2 ชั้นง่ายๆ เช่น ตะลุ่มโปง หงษ์ทอง สองไม้ รานิเกลิง ออกเสียงให้ชัด รู้จังหวะ ทอดเสียงไม่ให้ขาด บางคนถ้ามีครูดีก็ถึงขั้นร้องเพลงตับเพลงเถา ลิเกเก่าๆมักร้องได้ ลิเกวัยรุ่นหาได้น้อยเต็มที..." รานิเกลิงคือไอ้ที่ เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง ที่คุ้นเคยกันดี นั่นแหละค่ะรานิเกลิง เพลงสัญลักษณ์ลิเก

ถามครู ครูบอกว่า การร้องจะต้องร้องให้เข้ากับเสียงปี่ ไม่ใช่ร้องตามเสียงตัวเอง ไม่เช่นนั้นจะไม่เข้าคีย์ การร้องตามเสียงปี่เป็นพื้นฐาน ถ้ามีปี่บรรเลงจะต้องร้องให้เข้ากับเสียงปี่ ถ้าไม่มีปี่สามารถร้องตามเสียงตัวเองได้ ส่วนการฝึกพลังเสียง ต้องใช้เสียงจากปอด ตะโกนตะเบ็งให้เต็มที่ เช่นฝึกตะโกนในโอ่ง และถามนักแสดงลิเกอีกท่านได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หากผู้เริ่มฝึกหัดมีพื้นฐานการร้องเพลงลูกทุ่งมาจะสามารถร้องลิเกได้ง่ายขึ้น

 เราถามถึงการร้องเพลงตับเพลงเถาของลิเกปัจจุบันนี้ ครูตอบว่า การร้องเพลงตับเพลงเถานั้นมี แต่มีน้อย จะสาบสูญอยู่แล้ว ถ้าเราร้องมากคนดูจะหาว่าช้า ร้องแต่เพลงรานิเกลิงมากกว่า (สมัยนี้มีแต่รานิเกลิงจริงๆวุ้ย)

นอกจากนี้"ลิเกบางคณะถึงกับทิ้งเพลงตับเพลงเถา เหลือแต่เพลงพม่ามอญ"

เหตุที่ร้องเพลงพม่ามอญเนื่องจากเป็นเพลงที่มีจังหวะลีลาคึกคัก มีการโยกตัวรำ คนดูชอบ มันคึกคักกว่ามากๆ เลยเป็นอันสิ้นสงสัยว่าทำไมเล่นกันจังเรื่องพม่ามอญ (เป็นทางเล่นของลิเกในกรุงเทพด้วย)ถ้าสังเกตดีๆเวลาร้องนี่โยกตัวไปมา คึกคัก สนุกสนานดีค่ะ

 การฝึกด้นกลอนสด

การฝึกด้นกลอนสดเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งในการฝึกหัดลิเก เนื่องจากการแสดงลิเกจำเป็นต้องใช้ไหวพริบปฏิภาณและไม่มีการเขียนบท ผู้แสดงจึงต้องด้นกลอนสดเอาเอง การด้นกลอนสดจะเริ่มจากครูแต่งกลอนให้ท่องก่อน จากนั้นไปด้นเอง และตัวผู้ฝึกหัดก็จะต้องแสวงหาถ้อยคำหรือบทกลอนด้วยการอ่านหนังสืออีกด้วย

การด้นกลอนในสมัยนี้ครูบอกว่าการด้นกลอนสดนั้นฝึกได้ แต่ยาก ต้องรู้สัมผัสและรู้คำ ต้องเป็นคนที่ท่องหนังสือกลอนแตก สมัยนี้จะเป็นกลอนตับ คือกลอนที่แต่งไว้สำเร็จรูปเหมือนท่องอาขยาน สมัยก่อนกว่าจะได้กลอนสักกลอนก็ต้องมาคอยนั่งบีบนวดครู

ส่วนวิธีการในการด้นกลอนสดบนเวทีนั้นมีหลายวิธี ตามแต่ประสบการณ์และความสามารถของผู้แสดง จากการสัมภาษณ์นักแสดงลิเกทั้งสองท่านถึงวิธีการด้นกลอนสดที่ใช้ ท่านหนึ่งบอกว่ากลอนลิเกเก่าๆที่เคยร้องสามารถนำมาร้องใหม่ได้ ต้องคิดให้ทันและแก้กลอนกับคู่แสดงได้ จะร้องยาวหรือสั้นก็ได้ตามแต่จะนึกออก ส่วนอีกท่านให้ข้อมูลว่า ต้องมีกลอนเก็บไว้ในหัว ในการด้นกลอนสดกับคู่แสดงบนเวทีอาจจะนัดแนะกันก่อนว่าจะลงกลอนอะไร จะด้นกลอนสดให้ได้ดีนั้นจำเป็นต้องมีชั่วโมงบินมาก ลิเกในสมัยปัจจุบันยังมีการเขียนบทเหมือนละคร ลิเกเด็กก็มีบท กำหนดตัวแสดงตายตัว (ศรราม-น้ำเพชร เป็นตัวอย่าง)

ถามครูว่าทางคณะมีการเขียนบทบ้างหรือไม่ ครูบอกว่ามี แต่โดยส่วนใหญ่อาศัยการด้นเอาเหมือนเดิม

เราลองถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดสอนการแสดงลิเกในวิทยาลัยหรือสถาบันต่างๆ ว่ามีหรือไม่ ได้คำตอบว่ามีเปิดสอนวิชาลิเกเป็นวิชาโทในวิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง และวิทยาลัยนาฏศิลป์สุพรรณบุรี ส่วนครูให้คำตอบว่ามีสถาบันหัดลิเก แต่มีน้อย เพราะอาชีพนี้ไม่ใช่บริษัท ไม่มีคนรับผิดชอบ ไม่มีค่าฝึก ที่น่าสนใจคือครูบอกว่าผิดหลักครูบาอาจารย์คือครูต้องเป็นผู้ให้ จะมาเรียกร้องอะไรไม่ได้ ได้อย่างมากก็ค่าพานไหว้ครู 12 บาท ถ้าอยากจะตั้งสถาบันการฝึกหัดก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายกลายเป็นธุรกิจไป จะทำด้วยใจเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว

การฝึกหัดลิเกแบบครูพักลักจำ

การฝึกหัดลิเกแบบครูพักลักจำ คือการดูการแสดงแล้วจำมาเลียนแบบ ซึ่งลิเกบางส่วนในสมัยนี้ใช้วิธีนี้เนื่องจากไม่มีเวลาที่จะมาฝึกหัดกับครู หรือลิเกที่ฝึกหัดโดยตรงกับครูแล้วหาประสบการณ์เพิ่มเติมก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน ลิเกจะจำทั้งเพลงที่ร้อง ท่ารำ หรือจดจำกลอนที่มีความไพเราะจากลิเกรุ่นพี่หรือลิเกอาวุโสแล้วนำมาแสดง  
จากการสัมภาษณ์นักแสดงลิเก ได้กล่าวถึงการฝึกหัดลิเกของตนว่า เริ่มจากการคลุกคลีอยู่กับโรงลิเก ยายกับตาเป็นลิเกเก่า ได้ติดตามยายไปโรงลิเกตั้งแต่เล็กๆ เห็นแล้วรู้สึกชอบ บางครั้งก็ถูกเรียกให้ไปรำบ้าง หรือตัวนางขาดก็จัดให้เล่น พอผู้ใหญ่เห็นว่าแสดงได้ ก็จับหัดเล่นเมื่ออายุประมาณ 14 ปี ในขั้นตอนแรกสุดผู้ใหญ่ที่ยกให้เป็นครูจับมือรำเพลงและไหว้พ่อแก่ ทำนองว่าขอถวายตัวเป็นลิเกแล้วรำๆตามเขามา ไม่ได้หัดเป็นจริงเป็นจังนัก อาศัยครูพักลักจำเอาเป็นส่วนใหญ่ อีกอย่างหนึ่งเพราะต้องเรียนหนังสือด้วย

การฝึกซ้อมลิเก

จากการสัมภาษณ์นักแสดงลิเกทั้งสองท่านให้ข้อมูลเช่นเดียวกันว่าไม่ได้ฝึกซ้อมมากนัก จะซ้อมก็ต่อเมื่อไปแสดงในงานใหญ่ เรื่องของการซ้อมอยู่ที่การทำการบ้านของแต่ละคนที่จะต้องฝึกฝนเอาเอง อาศัยไหวพริบปฏิภาณ ความสนใจและประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญ คุณภาพงานก็ต้องควบคุมกันเอง ถ้าผู้แสดงแสดงไม่สอดคล้องก็ต้องนัดแนะและปรับเปลี่ยนกันไป ถามครูลิเก ท่านพูดถึงการฝึกซ้อมลิเกว่า สมัยนี้ไม่มีเวลาซ้อมแล้ว ต้องเป็นลิเกที่เล่นงานวิก (ลิเกที่แสดงประจำที่ไม่ได้ย้ายเวทีไปไหน) จึงจะซ้อมได้ ถ้าเป็นลิเกจร(ลิเกที่ไม่ได้อยู่ประจำทีมงาน) ก็ต้องไปๆมาๆลำบาก ส่วนเวลาในการซ้อมอาจเป็นช่วงเย็นก่อนแสดงลิเกหรือเมื่อลิเกเลิกแล้ว ในการซ้อมก็แล้วแต่เรื่องที่จะแสดงว่าจะต้องซ้อมมากน้อยเพียงใด มีการหัดรำและนัดแนะบทกัน

หัวข้อต่อไปเราพูดถึงการวิเคราะห์ว่าทำไมการหัดลิเกถึงเปลี่ยน และเปลี่ยนไปยังไง ขอเวลาเรียบเรียงนะคะ บางอย่างอยากอุบไว้พูดในฮาเฮลิเกไทยอะ

ตัวข้อมูลเหล่านี้ได้จากสนามจริง ส่วนบรรณานุกรมที่เอามาลงนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานมากกว่า+เคสนิดๆหน่อยๆ(คือถ้าไม่ได้ลงสนามนี่จะไม่ได้อะไรเพิ่มเติมเลย ในหนังสือไม่อัพเดทมาถึงลิเกปัจจุบันนี้ ปัจจุบันเปลี่ยนไปโคตรเยอะ)

บรรณานุกรม

สุรพล วิรุฬห์รักษ์.ลิเก.กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, 2539.

ผะอบ โปษะกฤษณะ และ สุวรรณี อุดมผล.วรรณกรรมประกอบการเล่นลิเก.กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร่    เอกลักษณ์ของไทย กระทรวงศึกษาธิการ, 2523.

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อ่ะ บอกกล่าวๆ

เดือนมีนาดิฉันไปค่ายชมรมวรรณศิลป์มา อ่านได้ที่นี่นะฮะ http://my.dek-d.com/kwan_rapee/diary/?day=2008-03-17 (ถ้าบันทึกประจำวัน จะเอาลงที่นั่นมากกว่าค่ะ)ทรหดดี อึดดี

ตลอดเดือนมีนาก็ลองวาดการ์ตูนกับลิสต์สิ่งที่อยากวาด (อยากวาดเยอะนะ แต่ไหงมันหายไปหมดล่ะเฟ้ย) อยากเขียนงานวรรณกรรมประกวดด้วย คงจะได้ลงมือจริงๆจังๆเดือนเมษากับพฤษภาค่ะ ตอนนี้ก็เก็บฮาเฮลิเกไทยไปเรื่อยๆ รอมันครบ 100 เมื่อไหร่จะรวมเล่มครั้งมโหฬาร พร้อมเกร็ดความรู้เรื่องไทยๆอีกเพียบ

ออ เมษาซัมเมอร์ ไปทำบ้านดิน ไปงานการ์ตูน ไปมีตติ้งบอร์ด ไปทริปดูนก ไปเที่ยวโน่นมานี่ พฤษภาไปรับน้องด้วย ทำงานชมรมวรรณศิลป์ด้วย แอร๊ยส์!!!!

แต่จะพยายามวาดการ์ตูนให้มากที่สุด และเอามาลงให้อ่านกันค่ะ สัญญา (จะลองเขียนส่งหนังสือเล็ดด้วย อิอิ) ขอบคุณสำหรับการติดตามมาตลอดนะคะ ^^

อีกนิดนึง เห็นน้องๆคณะลิเกมาโพสถามว่าเก็บลิเกอิลลัสไว้ไหน อยู่ในแกลลอรี่ที่เด็กดีค่ะ http://my.dek-d.com/kwan_rapee/gallery/?gid=101808 

 

edit @ 21 Mar 2008 19:39:45 by Kwanrapee_The_Artist

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

มาเยี่ยมคะ......ถ้ามีเวลาจะเข้ามาอ่านให้หมดเลยbig smile

#1 By scarnancy on 2008-03-22 14:42

ขยันจริงๆ(มีสัมภาษณ์อีกตังหาก ....กล้ามาก นับถือๆ) เอาข้อมูลไปทำวิทยานิพนธ์ได้เลยนะเนี่ย

#2 By Moondog on 2008-03-27 10:10

อยากอ่านรายงานฉบับเต็ม น่ะครับ พอดีตอนนี้ทำวิทย่นิพนเรื่องนี้อยู่พอดี รบกวนหน่อยนะครับ
zunioz@hotmail.com
ขบอคุนครับ

#3 By (58.9.42.35) on 2008-05-27 16:03