สรุปโดยย่อ: เอนทรีนี้เป็นเอนทรีถอดบทเรียนของขวัญระพีเกี่ยวกับเส้นทางนักเขียนการ์ตูนของตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นยันปัจจุบัน ออกแนวแชร์ประสบการณ์ อ่านได้ทุกเพศทุกวัย ไม่ต้องอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนก็อ่านได้ เอาไปประยุกต์ใช้ได้ตามสะดวกโยธินเลยค่ะ  จะมีสองตอนนะคะ
 
ถอดบทเรียนนักเขียนการ์ตูน (1): ภาคมือสมัครเล่น
 
ปัจจุบันนี้เรายึดอาชีพนักเขียนการ์ตูนเป็นอาชีพหลักค่ะ
ถามว่าอยู่ได้ไหม ชีวิตโอเครึเปล่า ตอนนี้ชีวิตโอเคอยู่ค่ะ เลี้ยงตัวได้ เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นได้ทีละน้อย
เห็นทางสว่างรำไรว่าเราสามารถพัฒนาตนเองในเส้นทางสายนี้ได้อยู่
 
อ้อ ไม่ได้เป็นนักเขียนการ์ตูนอย่างเดียว เราทำหลายงานประสมประเสไปด้วย แล้วทำเยอะมาก
ถามว่าทำอะไรบ้างนี่ เป็นบรรณาธิการ เป็นคอลัมนิสต์ เป็นนักละคร แล้วก็ทำงานวิจัย (ลิเก) ด้วยค่ะ
ทำงานไปสี่ห้าอย่าง งานทางการ์ตูนเราก็ไม่ได้เขียนแต่การ์ตูนตัวเองอย่างเดียว แบบสับสวิตช์ตัวเป็นเกลียวเลยล่ะค่ะ
 
เราสะสมต้นทุนอย่างไร เราฝึกเขียนการ์ตูนอย่างไรในช่วงวัยเรียน เลยลองถอดๆ บทเรียนดูดังนี้ค่ะ
 
มัธยมต้น
 
เราฝันอยากจะเป็นนักเขียนการ์ตูนจริงจังตอน ม.1 หลังจากที่ช่วงก่อนหน้านี้ขีดๆ เขียนๆ สนุกๆ มาเยอะ มีแรงบันดาลใจจากหนังสือเรียนภาษาไทยสีสวย หนังสือนิทาน การ์ตูนญี่ปุ่น และสตรีสาร (ฮา) ส่วนนึ้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกเรียนเอกภาษาไทยเมื่อเข้าสู่ระดับมหาลัยด้วยค่ะ
 
แรงบันดาลใจที่อยากเป็นนี่จำไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่าเรามีคอนเทนต์ มีเรื่องอยากบอกเล่าให้ชาวบ้านรู้ คิดว่าแรงบันดาลใจสำคัญคงเป็นลิเกแหละ ช่วงประมาณ ม.1 นี่แหละ ตอนนั้นรู้ว่าเป็นมหรสพหาดูยาก ก็เลยเอามันทุกวิถีทาง หาเว็บบอร์ดลิเก หาวีซีดีลิเก รวมทั้งวาดการ์ตูนบำบัดอาการเสพติด (?) ถ้าใครอ่านหน้ากากแก้วลิเกคงพอเห็นภาพ มายุนี่คือปางบ้าลิเกแบบคูณร้อยคูณพันของเราเลยค่ะ 555
 
นอกจากการ์ตูนลิเกแล้วเราก็มีคอนเทนต์อื่นๆ จากสิ่งที่เราอ่าน สิ่งที่เราดูเราเห็น และความเพ้อเจ้อส่วนตัว 555 จะบอกว่าความเพ้อเจ้อและความอยากจะเล่านี่ปัจจัยสำคัญเลยล่ะค่ะ ใครอยากเป็นนักเล่าเรื่องต้องเพ้อเจ้อ เจอลมพัดก็เพ้อ เจอหนุ่มหล่อสองคนก็จิ้นวายไป เพ้อไปให้สุด
 
ช่วงเรียนมัธยมต้นเราเน้นเพ้อเจ้อเป็นส่วนใหญ่ค่ะ (ฮา) ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก แต่ก็เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นนิดๆ ด้วยการวาดการ์ตูนประสาเด็กๆ วาดลงในสมุดเรียน วาดลงในนั้นในนี้ เย็บเล่มเป็นการ์ตูนทำมือเล่มเดียวในโลก อะไรงี้ ก็วาดมันมาเรื่อย ยังไม่ได้ฝึกฝนอะไรจริงจัง แต่เน้นวาดที่ชอบที่ชอบก่อนเป็นหลัก ช่วงนี้งานจะแบบเพ้อเจ้อเลียนแบบเซลเลอร์มูน วาดผู้ชนะสิบทิศเป็นการ์ตูน - ตอนนั้นบ้าอ่านวรรณกรรมหนักๆ ใหญ่ๆ และบ้าผู้ชนะสิบทิศมาก บ้าละครพันทางผู้ชนะสิบทิศที่โรงละครแห่งชาติด้วย คือ FC อ.ปกรณ์ พรพิสุทธิ์สุดๆ อะ สรุปเราเป็นติ่งโรงละครแห่งชาติ ในขณะที่เพื่อนๆ เป็นติ่งเจป๊อบกัน  5555
 
แล้วพอสัก ม.2-ม.3 ก็เริ่มเข้าเว็บบอร์ดการ์ตูน เข้าไปคุยกับรุ่นพี่ๆ นักเขียน โพสงานลงบอร์ดกันไปมา ติชมกันไปมา ดูงานรุ่นพี่ครูพักลักจำไปเรื่อย กระบวนการนี้รู้สึกจะจบลงตอนเอนท์ค่ะ
 
มัธยมปลาย
เราเริ่มสะสมต้นทุนนักเขียนการ์ตูนค่ะ หลักๆ ทำอยู่ 2 อย่าง การเรียนไม่เสีย (เกรด 3 ต้นๆ ศิลป์คำนวณ แต่เลขห่วยแตก ภาษาไทยทะลุจอ) และมีผลงานงอกเงยในช่วงนั้นเยอะอยู่ น้องๆ มอปลายสามารถเอาวิธีของป้าไปใช้ได้เลยนะคระ ไม่หวงไม่ห้าม
 
1 ปิดเทอม 1 เรื่องสั้น
เขียนเรื่องสั้นทุกปิดเทอม ตอนนั้นยึดเอาตามว่าเขียนเป็นมังหงะ 16-32 หน้า เผื่อส่งสนพ.พิจารณาด้วย แล้วมันก็มีงานประกวดการ์ตูนสั้น เราก็พยายามจะปั่นส่ง ทุกปิดเทอมเราจะเขียนเรื่องสั้นเพราะได้รับความรู้มาว่าก่อนเขียนยาวได้ต้องเขียนสั้นเป็น ต้องฝึกจากตรงนี้ก่อน ประกอบกับปิดเทอมเวลาเยอะและต่อเนื่องได้ ข้อนี้จะได้เรียนรู้ทั้งกระบวนการตั้งแต่เขียนพล็อต ทำสตอรี่บอร์ด ยันเป็นต้นฉบับไปเลย
 
และเนื่องจากเราไม่เรียนพิเศษใดๆ ในช่วงปิดเทอม จึงมีเวลาบ้าบอคอแตกกับการเขียนการ์ตูนได้เต็มที่ค่ะ จากกระบวนการนี้ได้เรื่องสั้นมาประมาณ 7-8 เรื่อง รอดแบบเป็นผู้เป็นคนพอจะไปส่งสนพ.ได้ 2 เรื่องถ้วน 555 ที่เหลือจบที่สตอรี่บอร์ดบ้าง จบที่ 20 กว่าหน้าบ้าง จบที่วาดเขี่ยๆ เล่นๆ บ้าง แนวการ์ตูนก็หลากหลาย คือเราลองแนวหลักๆ มาหมดแล้วค่ะ แฟนตาซี ไซไฟ กีฬา ดราม่า รักตลก ปรัชญาหัวแตก การ์ตูนสั้น (แต่คุณภาพค่อยว่ากันอีกที 555 มือสมัครเล่น)  แต่เอาเป็นว่าลองมาแล้วล่ะ
 
ทำการ์ตูนทำมือขายในงานการ์ตูน
 
ถ้าใครมี "เกร็ดลิเกไทย" แสดงว่าท่านได้หนังสือทำมือเล่มแรกในชีวิตเราไปครอบครองค่ะ 5555
ในช่วงแรกๆ ที่เมืองไทยมีงานคอมิคมาร์เก็ต (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะปี 2546 ช่วงที่เราอยู่ ม.4 มั้ง) เราก็ทำการ์ตูนไปขายค่ะ แล้วก็จบลงที่ลิเกเช่นเคย เป็นการ์ตูนสารคดีเกี่ยวกับลิเก แล้วก็ทำโดจินเซนต์เซย์ย่า (เพราะช่วงมอปลายบ้าเซนต์เซย์ย่า) ช่วงนี้เราจะสานสัมพันธ์กับนักเขียนรุ่นพี่ๆ ในเว็บบอร์ดการ์ตูน พี่ๆ ก็รวมตัวกันเขียนการ์ตูนรวมขายในงาน มีหลายงานที่เราได้ลงมือทำตามธีม เขียนตูนสั้นบ้าง ยาวบ้าง เรื่องสั้นจบในตอน ซึ่งส่วนนี้เป็นงานคนละส่วนกับ 1 ปิดเทอม 1 เรื่องสั้นนะคะ
 
แล้วมันมีอยู่โปรเจคนึงเราบ้ามาก เขียนการ์ตูน 120 หน้า ช่วงนั้นกำลังบ้าละครที่ไชยา มิตรชัยเล่น เรื่องเทพบุตรขนตางอน แล้วเราก็เขียนมันออกมาเป็นเวอร์ชั่นการ์ตูน พิมพ์ขายด้วยนะ แบบบ้ามาก เขียนช่วงก่อนสอบเอนทรานซ์ด้วยค่ะ เหลือบานเป็นแถบๆ เพราะแฟนคลับไชยาจะซื้อมากกว่า ใครมีสองเล่มนี้ก็ยินดีด้วยค่ะ ท่านได้แรร์ไอเท็มมาละ (เรอะ) 555 ทีแรกแปลนไว้ 10 ตอนจบค่ะ เขียนตอน 3 แล้วด้วย ส่วนสตอรี่บอร์ดก็ไปได้ถึงตอน 5  ย่อเรื่องรัวๆ เลยอะ แทบจะคัดกันเลยว่ากูมีกำลังเขียนเท่าไหร่ แต่พอเข้ามหาลัยก็เลิกโปรเจคนี้ไปเพราะไม่มีเวลาทำ
 
มหาวิทยาลัย-ป.โท
 
เราเอนท์ติดคณะอักษรซึ่งเป็นคณะอ่านเยอะเขียนเยอะค่ะ ดังนั้นจะเรียนหนักมาก อย่างวรรณคดีไทยคุณอ่านเรื่องย่อไม่ได้นะ คุณต้องอ่านตัวบท นี่อ่านกันแหลก วิเคราะห์กันแหลกเลยค่ะ อ้อ เราเรียนโทละครด้วย ยิ่งชั้นปีสูงขึ้นไปยิ่งเรียนอ้วก คือต้องอ่านวรรณกรรมละครสากลทั้งๆ ที่ภาษาอังกฤษก็พิการ (จำวันเวลาที่อ่านบทละครแอบเสิร์ดกับบทละครเชกสเปียร์ได้ดี ยากน้ำตาเล็ดเลยค่ะ) แถมภาษาอังกฤษที่คณะก็ยากอ้วกแตก ช่วงปีแรกๆ เป็นช่วงปรับตัวของการเรียนเลยค่ะ กิจกรรมจะไม่ค่อยได้ทำ พอแจมๆ ได้บ้าง
 
พอการเรียนเริ่มอยู่ตัวก็เริ่มทำกิจกรรมที่ชมรมวรรณศิลป์ของมหาลัยตอนปี 2 แล้วปีต่อมาเป็นรองประธานชมรมค่ะ นี่กิจกรรมจัดหนักมาก จัดหนักแบบชดเชยที่สมัยมัธยมทำตัวเนิร์ดเกินไป ทำที่นี่แล้วก็ทำงานภาควิชาอีก (ปี3 เป็นคณะกรรมการ) มีจุฬาฯ วิชาการอีก ปี 4 เราเริ่มแสวงหาหนทางชีวิตด้วยการเข้าไปทำงานที่มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจดั้งเดิมของเรา
 
ดูชีวิตเยอะ แล้วการเขียนการ์ตูนล่ะ? เราทำอะไรบ้าง:
 
โพสงานลงบล็อกอย่างจริงจัง
 
เราเริ่มจับงานสายการ์ตูนตลก 4 ช่องจบ และเริ่มไปสายการ์ตูนที่เน้นการรีเสิร์ชข้อมูล ฮาเฮลิเกไทยเริ่มต้นจากช่วงนี้ ต่อยอดจากเกร็ดลิเกไทยที่เป็นการ์ตูนสารคดีล้วนๆ ถ้าจะต่อเนื่องต้องไม่หนักเกินไปจนรบกวนการเรียน ดังนั้นจึงเน้นโพสแบบสั้นๆ ง่ายๆ แต่ต่อเนื่อง เลยเน้นที่สี่ช่องจบ เน้นความตลกเป็นส่วนมาก คือเรายังไม่แน่ใจว่าจะไปทางนี้จริงๆ ไหม เพราะศึกหลายด้านเหลือเกิน แต่ก็ยังไม่อยากหยุดทำ ก็เลยทำแบบเท่าที่ได้
 
การโพสงานลงบล็อกมีข้อดีคือคนรู้จัก คนเห็นงาน และได้เสียงติชม มันทดลองตลาดได้ และเป็นพันธะสัญญาต่อตัวเองว่ามีคนรออ่านงานเราอยู่ หาอะไรเขียนลงบล็อกซะ มันบังคับเราทางอ้อมค่ะ
 
เอ้อ ช่วงมหาลัยนี่เราก็สามารถเขียนเรื่องสั้นได้ 2 เรื่องนะ เอาเรี่ยวแรงมาจากช่วงปิดเทอมเช่นกัน 555
 
ทำการ์ตูนทำมือขายงานการ์ตูน
 
ต่อเนื่องจากการโพสลงบล็อกค่ะ ก็พิมพ์เย็บเล่มเอง เข้าโรงพิมพ์ ฯลฯ
เรามาสั่งสมการ์ตูนฮาเฮลิเกไทยจนพิมพ์ได้ 100 หน้าก็มาจากโพสบล็อกเก็บๆ ไว้ก่อนประกอบกับช่วงปี 4 เริ่มว่าง ไม่ได้ทำกิจกรรมมหาลัย (เน้นไปฝั่งมะขามป้อมแทน) เลยได้วาดมากขึ้น งานนี้ก็อาศัยรูเวลาเอา เราเริ่มจะแบ่งเวลาและจัดการตนเองกับงานหลายงานเป็นในช่วง 2 ปีหลังของชีวิตมหาลัยค่ะ การแบ่งเวลาสำคัญนะคะ
 
ช่วงเรียนปริญญาโทชีวิตหนักและเยอะเช่นกัน แต่ก็ยังคงทำสองอย่างนี้สม่ำเสมอค่ะ จนถึงจุดอิ่มตัวเมื่อประมาณเกือบสองปีที่แล้วที่ตัดสินใจออกมาเป็นนักเขียนการ์ตูนเต็มตัวนั่นแหละ
 
บทสรุปของวัยมหาลัยคือเราเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 ค่ะ การเรียนไม่ตก ส่วนปริญญาโทก็จบคอร์สเวิร์คมาอย่างสวยงาม ยืนยันว่าการแบ่งเวลาช่วยได้ พัฒนาตัวเองด้วย เกรดสวยด้วย อันนี้จริงๆ
 
มาถึงตอนนี้จบพาร์ทมือสมัครเล่นนะคะ พาร์ทกึ่งมืออาชีพจะตามมาภายภาคหน้าค่ะ รอติดตามๆ
 
**สรุปสำหรับมือสมัครเล่นคือ**
 
-สั่งสมประสบการณ์จากการลงมือทำให้มากๆ อยากเขียนอะไรก็เขียน อยากฝึกอะไรก็ฝึกเลย
 
-เดินสายงานประกวด เขียนตูนขาย หาช่องทางแสดงผลงาน โพสบล็อกให้คนรู้จัก (และต้องรับผิดชอบโพสเรื่อยๆด้วยนะ) ส่งสนพ.ที่เขารับพิจารณาเรื่องสั้น ซึ่งจุดนี้อยากให้คิดถึงความสั้นก่อน ส่วนความเพ้อเจ้อยาวๆ จดเก็บไว้ทีหลัง ไว้ชีวิตและโอกาสอำนวยค่อยหยิบใช้ ตรงนี้ไม่อยากให้ใจร้อนเขียนยาวๆ เพราะความยาวมันบั่นทอนกำลังใจค่ะ
 
-แบ่งเวลาให้ดี ตรงนี้สำคัญที่สุด เราเขียนการ์ตูนไปเรียนไป พ่วงด้วยกิจกรรมอีกมาก แต่ก็ยังทำมาจนถึงจุดนี้ได้เพราะแบ่งเวลานี่แหละ
 
-ถ้าทำได้ งดสิ่งบั่นทอนจิตใจเช่นการเรียนพิเศษซะ 555 การเรียพนิเศษมันดึงเวลาเขียนการ์ตูนค่ะ แต่อันนี้แล้วแต่ปัจจัยเฉพาะบุคคลนะ เราไม่เรียนพิเศษเพราะเราแอนตี้ห้องเรียน และความหยิ่งมีสูง จึงอ่านหนังสือเอง แต่ก็ยังแนะนำว่า ถ้าไม่เรียนได้จะดีมาก แบ่งเวลาอ่านหนังสือเองมันทำได้ค่ะ เราทำมาแล้ว และทรงประสิทธิภาพกว่าการไปนั่งให้เขาป้อนอีกนะเออ เอาข้อสอบมาทวนมานั่งทำมันจำได้เยอะกว่า
 
-หาคอนเน็คชั่นรุ่นพี่ ขอคำแนะนำและคำชี้แนะจากมืออาชีพ พอมาทำงานแล้วคอนเน็คชั่นสำคัญจริงๆ ค่ะ สร้างไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยได้
 
ปิดท้ายด้วยภาพฉลอง 1 ปีหน้ากากแก้วภาคลิเกค่ะ วันนี้เป็นครบรอบ 1 ปีที่เราโพสหน้ากากแก้วลิเกตอนแรกสุดลงบล็อก รับวาเลนไทน์ด้วยซะเลย 555 พบกันเอนทรีหน้ากับตอนจบค่ะ
 
 
 
 
อีดิท: เอนทรีตอน 2 มาแล้วนะคะ เผื่อใครไม่เห็น ลิงค์นี้ค่ะ
 

สรุปโดยย่อ: เอนทรีนี้เป็นเอนทรีถอดบทเรียนของขวัญระพีเกี่ยวกับเส้นทางนักเขียนการ์ตูน ของตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นยันปัจจุบัน ออกแนวแชร์ประสบการณ์ อ่านได้ทุกเพศทุกวัย ไม่ต้องอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนก็อ่านได้ เอาไปประยุกต์ใช้ได้ตามสะดวกโยธินเลยค่ะ ตอนนี้...

16 Feb 2013 14:05
 

Comment

Comment:

Tweet

แรงบันดารใจดีๆตอนเด็กแล้วมุ่งมั่นมาตลอด น่านับถือจริงๆ

#22 By dictum-eu-eleifend on 2013-05-03 14:23

เห็นในความพยายามมากเลยค่ะ
สู้ต่อไปนะคะ

#21 By pede-et-risus on 2013-05-02 09:53

ได้ความรู้เยอะเลย ขอบคุณมาค่ะ
 ความพยายามอยู่ที่ไหน พยาบาลก็อยู่ที่นั่น sad smile
อะไรก็ช่างเหอะนะ cry

#20 By ullamcorper-nisl on 2013-05-01 17:53

จริงๆ บทสรุปนี่ ใช้ได้กับทุกสายงานเลยนะครับ
ขอบคุณนะครับที่แบ่งปันHot!

#19 By disciple21 on 2013-02-24 23:47

เข้ามาอ่านจ้ะ

#18 By ปาปิลิโอ on 2013-02-24 22:08

คุณจขบ.สุดยอดเลยค่ะ
สิ่งสำคัญคือความพยายามฝึกฝนแหละความอดทนสินะคะ
ชอบอีกตรงที่ เจอหนุ่มหล่อสองคนก็จิ้นวายไปให้สุด ฮาาาา
Hot! Hot! Hot!

#17 By Beorhtast on 2013-02-20 20:27

ใจรัก และมุ่งมั่น มากๆ
ที่สำคัญมีวินัยในการเขียน นี้แหละค่ะ Hot!

#16 By Lumos on 2013-02-20 15:13

เป็นกำลังใจให้สู้ต่อไปนะคะน้องขวัญ ชีวิตไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง แต่ทุกช่วงขณะที่ดำเนินไปต่างหากที่จะทำให้เรามีความสุข และเป็นพลังที่จะไปให้ถึงฝัน สู้ๆค่ะ

#15 By krachout (103.7.57.18|203.157.38.253) on 2013-02-18 15:51

_/|\_ สวัสดีคับรุ่นพี่อักษรจุฬา 5555+
เจ๋งอ่ะพี่
ของเราก็คล้ายๆกันอ่ะ ยิ่งทำกิจกรรมมาก ทำงานมาก เจอคนมากขึ้นก็ยิ่งมีอะไรให้คิดเยอะ
แล้วบริหารเวลามันก็สนุกช่ะพี่ แบบยิ่งงานยุ่งยิ่งคิดงานออกไรงี้ 555 
สู้ๆคับHot! Hot!

#14 By ชุน on 2013-02-15 22:19

Hot! งดสิ่งที่มาลดเวลาของเรา เช่น การเรียนพิเศษ !!
สุดยอดมากเลยค่ะพี่ confused smile แหมวชอบคอนเซ็ปต์ 1ปิดเทอม1เรื่องสั้นมากเลยค่ะ Hot!

#12 By Maew : แหมว on 2013-02-12 19:48

เข้ามาฟินรูปสุดท้าย 555

#11 By nuchnin on 2013-02-12 11:33

เห็นงานน้องขวัญมานาน ตั้งแต่สมัยโน้นนน นานมาก
ใครไม่ชอบเส้น ไม่ชอบแนวเรื่อง เรากลับชอบ
เราชอบที่น้องศึกษาจริงจังแล้วเอามาเขียน ด้วยความตั้งใจดี
และอีกอย่างที่เห็นคือ พัฒนาการ

เป็นแฟนงานน้องขวัญก็ว่าได้นะ =D Hot!

#10 By เมพหมี shakri on 2013-02-12 11:21

น้องขวัญเป็นแรงบันดาลใจให้พี่หลายครั้งเลยนะ โดยเฉพาะเรื่องสู้ไม่ถอยเนี่ย XD

#9 By Firodendon on 2013-02-11 23:56

ประวัติแฝงไปด้วยความพยายาม
big smile big smile big smile Hot! Hot! Hot!
ชอบภาพปิดท้าย จุ๊บจุ๊บ

#8 By Nirankas on 2013-02-11 16:34

เข้ามาอ่านประวัติชีวิตด้านเขียนการ์ตูนของน้องจ้ะ
สำหรับพี่... น้องเป็นคนที่กล้าหาญมากกว่าพี่มาก
พี่ขอคารวะจากใจ...
คนเรานั้นย่อมต้องมีความกลัว แต่ถึงน้องจะกลัวแต่น้องก็เลือกจะสู้กับมัน!
อุปสรรคด้านเขียนการ์ตูนมีอะไร มากเท่าไร น้องก็หยิบดาบบุกตะลุยสู้ไม่ท้อ

ถ้าตอนนี้เปรียบดั่งการผจญภัย ผู้กล้าอย่างน้องอาจยังไปไม่ถึงจุดหมาย 
แต่ระยะทางที่ผ่านมาก็เป็นเหมือนเส้นทางที่บอกให้น้องรู้ว่า
"อื้ม เราออกเดินมาถึงขนาดนี้แล้ว จุดหมายรอเราอยู่ข้างหน้าแล้วนะ" confused smile
Hot!

#7 By เกี่ยว on 2013-02-11 14:37

เปนคนเก่งและมีความมานะ ดีจัง confused smile Hot!

#6 By ปิยะ99 on 2013-02-11 12:35

Hot! Hot! Hot!

#5 By YiM-YiiM on 2013-02-11 09:29

Hot! ยินดีด้วยค่ะ

#4 By D-faxtory on 2013-02-10 21:30

1ปิดเทอม1เรื่องสั้นนี่ยอดมากค่ะพี่ เราปิดเทอมทีก็กินๆนอนๆไร้สาระไปตามประสา orz 
/อ่านเอนทรี่นี้แล้วรู้สึกมีไฟ ;-; อยากจะไฟท์ด้านเขียนการ์ตูนบ้างค่ะ

#3 By toma on 2013-02-10 21:16

OMG น้องขวัญจริงจังตั้งแต่เด็กเลยนะเนียะ Hot! Hot! Hot! Hot!
ตอนเด็กๆพี่จำได้แค่ว่าวาดอย่างเดียว อย่างอื่นไม่ทำ และก็จำไม่ได้ด้วยว่าในชีวิตช่วงนั้นได้ทำตัวมีสาระมั้ย sad smile

#2 By Cotton on 2013-02-10 21:06

เป็นคนหนึ่งที่ขอมายืนยันว่า น้องเป็นคนหนึ่งที่น่านับถือในเรื่องความต่อเนื่องในการเขียนการ์ตูนจริง ๆ ไม่ใช่ทำกันได้ง่าย ๆ นะ โดยเฉพาะช่วงมหาลัยเนี่ย
อ่านไปก็เพลิน ๆ เพราะบางช่วงเวลาก็พ้องกับประวัติศาสตร์ของทางพี่ด้วย (เช่นสมัยขึ้นเขียงในบอร์ดเป็นอาทิ)
ส่วนแรร์ไอเท็มนี่เหมือนพี่จะไม่ทัน เพราะช่วงนั้นงดไปงานการ์ตูนด้วย เพิ่งมาซื้ออีกรอบก็ตอนหนังสือทำมือที่วางขายโต๊ะเดียวกันมั้ง เวลาผ่านมาไวเหมือนกันเนอะ
รออ่านต่อไปครับ big smile Hot!

#1 By โคค่อน on 2013-02-10 20:59